stories

เสียงโทรศัพท์ในห้องดังขึ้นเป็นเสียงแรกของวันที่ 25 พฤษภาคม 2550... วันตัดสินระหว่างเอซีมิลานกับลิเวอร์พูล

พี่เอบอกเราว่าให้รีบตามมาที่ห้องของเธอ พี่เจี๊ยบต้มข้าวต้มไว้ให้พวกเราทานกันเป็นมื้อเช้า ผมแซะตัวเองออกจากเตียงไปอาบน้ำ แล้วไปที่ห้องพี่เออย่างว่าง่าย ก่อนไปก็โทรศัพท์ไปที่เคาน์เตอร์โรงแรมให้ตามหมอมาดูอาการพี่ชายสุดที่รักด้วย

พี่แหลมบอกว่าให้ผมไปก่อน เพราะหมอจะมาในอีกไม่กี่นาที... ตรวจเสร็จแล้วจะรีบตามไป

ข้าวต้มมื้อเช้าอร่อยดี แต่ผมไม่ค่อยสบายใจนัก ไม่รู้ว่าพี่แหลมป่วยเป็นอะไรกันแน่... เท่าที่รู้คือมีแผลคล้ายถูกแมลงกัดต่อย เจ็บๆแสบๆ... เพิ่งมาทราบเอาหลังจากกลับเมืองไทยว่าเป็นงูสวัด ทำเอาพี่แหลมต้องไปนอนอยู่โรงพยาบาลแถวบ้านตั้งสองสามวัน

เช้านี้พวกเราสามคน... พี่เอ พี่เจี๊ยบ และผมจึงออกไปตระเวณหาตั๋วต่อไปโดยไม่มีพี่แหลม เพราะดูจากสภาพแล้วไม่ควรออกไปตะลอนๆ ให้อาการหนักกว่าเดิม แต่ถึงตอนนี้พี่เอ หนึ่งในสองสาวนั้นก็ไม่ต้องการตั๋วอีกต่อไปแล้ว เพราะเธอได้ตั๋วฟรี... เป็นตั๋ว VIP ซะด้วยนะนั่น

เนื่องจาก VIP ท่านหนึ่งจากเมืองไทยไม่สามารถมาชมเกมได้ จึงส่งคืนตั๋วให้กับทางสยามกีฬา ซึ่งก็อีกนั่นแหละ... คุณพี่คนนี้เธอสนิทสนมกับเขาไปทั่ว เลยได้ผลบุญเป็นตั๋วหนึ่งใบ ไปนั่งใน VIP box เพื่อชมเกมกับบุคคลสำคัญในวงการฟุตบอลอีกหลายคน... แค่คิดก็อิจฉาแล้วล่ะ

พี่เอผู้โชคดีบอกกับผมว่าเธอคงต้องยอมลงทุนเล็กน้อยซื้อเสื้อผ้าใหม่ เพื่อให้ดูเป็นทางการกว่านี้สักนิด เนื่องจากการจะเข้าไปชมเกมใน VIP box ด้วยเสื้อยืด กางเกงยีนส์เท่าที่เธอนำพามาด้วยนั้นคงขายหน้าประชาชีชาวต่างชาติไม่น้อย... ยังไงซะก็ขอรักษาเกียรติคนไทยไว้หน่อย... เธอว่าอย่างนั้น

เอาเถอะ ถึงยังไงราคาเสื้อผ้าก็ยังถูกกว่าราคาตั๋วผีที่เรากำลังหาอยู่เยอะล่ะ... ลงทุนแค่นี้คุ้มจะตายไป

ส่วนพี่เจี๊ยบนั้นบอกว่ายังไงก็ได้ เพราะเธอเองแม้จะเป็นคอบอล แต่เธอก็เป็นแฟนตัวยงของทีมแมนยู ที่พลาดท่าโดนเอซีมิลานเขี่ยตกรอบไปก่อนหน้านี้แล้วต่างหาก

วันนี้ผมเปลี่ยนกลยุทธ์จากการเดินถามขอซื้อตั๋วจากคนนั้นที คนนี้ที... เป็นถือป้ายกระดาษที่เขียนเอง มีข้อความว่า “NEED TICKETS” แต่ไม่แน่ใจว่าผมสื่อสารผิด หรือฝรั่งอ่อนภาษาอังกฤษ... มีคนเข้ามาขอซื้อตั๋วจากผมตั้งสี่ห้าราย!

เพียงไม่นานนัก ขณะที่พี่เอกำลังเลือกซื้อเสื้อผ้าอยู่ภายในร้าน ก็มีสองหนุ่มที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นแฟนทีมไหน ใส่เสื้อสีแดงสด คาดตรา Carlsberg เต็มหน้าอก เดินเข้ามาเสนอขายตั๋วให้ผมสองใบในราคาเท่ากับที่ผมเคยได้ยินว่าขายกันอยู่ บอกผมว่าเขาเองก็มีตั๋วแล้ว ซื้อมาจากที่อังกฤษ แต่พอมาถึงที่นี่ไปเล่นเกมตอบคำถามที่ Syntagma Square ได้ตั๋วมาสองใบ เห็นผมใส่เสื้อทีมลิเวอร์พูลเหมือนกัน เลยเอามาขาย... ฟังดูไม่เลวนัก ผมจะได้เอาไปแบ่งกับพี่แหลม หรือไม่ก็พี่มาด กัปตันหนุ่มที่มาด้วยกัน

หลังจากขอดูตั๋วแล้ว ผมเองก็ไม่แน่ใจนัก เพราะมีข่าวออกมาว่ามีตั๋วปลอมออกมาระบาดมากมายนับพันๆใบ อีกทั้งผมเองก็ไม่เคยเห็นตั๋วจริง จึงไม่สามารถตัดสินใจได้... โทรหาพี่เอ บอกว่าให้ช่วยลงมาดูตั๋วให้หน่อย ส่วนตัวผมจะไปที่ลานจัดงาน เพื่อถามว่ามีการแจกตั๋วจริงหรือเปล่า อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าพ่อสองหน่อนี่ไม่ได้โกหกเรื่องแจกตั๋วที่ลานจัดงาน

แต่เมื่อสอบถามทุกบูธที่จัดงาน กลับไม่ได้ความอะไรเพิ่มเติมนัก เจ้าหน้าที่ได้แต่บอกว่า อาจจะมีการแจกจริงนะ ไม่แน่ใจ... เรียกว่าไม่ได้ช่วยอะไรขึ้นมาเลย

เพียงครู่เดียวก็มีข้อความทางมือถือจากพี่เอบอกว่าตั๋วของเจ้าสองเด็กหงส์นั่นเป็นของปลอม ดูออกได้ง่ายๆเลย... แต่น่าแปลกที่ผมกลับดูไม่ออกเอาเสียจริงๆ ว่าตั๋วใบนั้นเป็นของปลอม... มีอะไรบังตาผมหรือเปล่า อาจเป็นความอยากได้ตั๋ว(ไม่ใช่ ผัว) จนตัวสั่นนั่นกระมัง

จังหวะนั้นผมหงุดหงิดไม่น้อยเลยทีเดียว กับความจริงที่ว่าแฟนหงส์ด้วยกันมาหลอกกันเองอย่างนี้... และถึงแม้จะไม่ได้เชียร์ทีมเดียวกันก็ตาม การหลอกลวงกันเป็นสิ่งที่ผมยอมรับไม่ได้จริงๆ... ผมโกรธจนแทบพุ่งเข้าไปชกเจ้าสองคนนั่นให้หมอบคามือ... ดีแต่ว่าได้สติเสียก่อนเมื่อเห็นขนาดร่างกายที่ใหญ่โตกว่าผมเพียงแค่เกือบเท่าตัว!

หลังจากปฏิเสธเจ้าสองหน่อนั่นเรียบร้อย ผมก็ขอดูตั๋วของจริงจากพี่เอ เพื่อใช้เป็นแนวทางการดูตั๋วต่อไป ซึ่งขณะพยายามหาตั๋วอยู่นั้นก็ได้พูดคุยกับคนที่หาตั๋วอยู่เช่นกัน ทำให้ได้ความรู้ว่าของจริงนั้น เมื่อนำไฟ Black light มาส่องที่แถบสีขาวบนตั๋ว จะมีตัวอักษรเขียนว่า Athens ปรากฏออกมา... นับเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มาก ติดขัดเพียงแต่ว่าผมจะหาเจ้า Black light นั่นมาจากไหนในตอนนี้เล่า

พอเริ่มสายฝนก็เริ่มตก เราพากันไปหลบอยู่ในร่มของอาคารหลังหนึ่ง ทำให้ได้พบกับกลุ่มคนไทยที่มากับทัวร์ของเบียร์ยี่ห้อหนึ่ง เพื่อมาชมเกมการแข่งขันนัดนี้... พวกเขาอวยพรให้เราหาตั๋วได้ทันเวลา ส่วนผมทำได้แต่ขอบคุณและแอบอิจฉาในใจ

เวลาผ่านไปกระทั่งบ่าย พวกเราเปลี่ยนแผน คิดว่าการไปที่สนามแข่งอาจทำให้เราเข้าใกล้การได้ตั๋วมากขึ้น จึงเดินไปขึ้นรถไฟไปที่สนามแข่งด้วยกัน...

สถานีรถไฟอยู่ที่บริเวณ Syntagma Square ซึ่งตอนนี้บันไดหน้าลานกว้างนี้กลายเป็นอัฒจรรย์เชียร์ของพลพรรคหงส์แดงไปเสียแล้ว แม้ฝนจะยังไม่หยุด แต่เหล่า The Kop นับร้อยก็ไม่ย่อท้อ เปล่งเสียงร้องเพลงเชียร์กันอย่างทรหด... ผมหยุดยืนมองภาพนั้นด้วยความประทับใจ ภาพของพลพรรคสีแดงที่เป็นหนึ่งเดียวกันในวันนี้จะตราอยู่ในความทรงจำของผมไปอีกนานแสนนาน

แต่เมื่อไปถึงสนามแข่งขันการณ์กลับเป็นว่าที่หน้าสนามแข่งยังไม่เปิดให้ใครเข้าไป และไม่มีใครนำตั๋วมาเสนอขายเลย ทำให้เราต้องย้อนกลับไปในเมืองอีกครั้งเพื่อพยายามกันต่อไป

ราวสี่โมง พี่เอเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วรีบตามพี่ๆคอลัมนิสต์ไปที่สนาม เพื่อไปรับตั๋ว ส่วนพี่เจี๊ยบนั้นขอตัว เนื่องจากราคาตั๋วแพงเกินกว่าจะยอมจ่ายเพื่อไปดูทีมที่ไม่ได้รักชอบ... ก็มีเหตุผลอยู่

ผมกับพี่เอจึงไปที่สนามด้วยกัน โดยมีเหล่าพี่ๆนักข่าวกีฬาไปด้วย... ในรถไฟตู้ที่ผมยืนเบียดไปนั้นมีแฟนๆของทั้งสองทีมอยู่หนาแน่น... แน่นจนแทบหายใจไม่ออกเชียวล่ะ... แฟนของลิเวอร์พูลดูจะคึกคักกว่า ร้องรำทำเพลงกันตลอดทาง ส่วนตัวผมพอจะร้องได้กับเขาเพลงเดียวก็คือ You’ll never walk alone! ก็เลยตามน้ำไปกับเขาด้วย เป็นที่สนุกสนาน... แต่เอาเข้าจริง พอคุยกับเหล่าแฟนๆหงส์กลับไม่ค่อยเข้าใจที่เขาพูดกันมากนัก... เจ๊มาเฟียรี่ นักข่าวสาวหนึ่งเดียวในกลุ่มบอกผมว่าพวกเนี้ยพูดสำเนียงสเคาเซอร์ ฟังยาก! แหม ฟังแล้วค่อยสบายใจหน่อย นึกว่าภาษาอังกฤษของตัวเองขึ้นสนิมเสียแล้ว

เมื่อไปถึงสนาม... พี่เอและทีมงานสยามกีฬาก็พากันเข้าสนามไปก่อน เธออวยพรให้ผมโชคดีในการหาตั๋ว ได้ไม่ได้ยังไงให้ส่งข้อความไปบอกด้วย

ผมยังคงใช้วิธีการเดิมที่ใช้มาทั้งวัน คือการชูป้ายขอซื้อตั๋ว... ก็มีบ้างที่เข้ามาเสนอขาย แต่ท่าทางไม่น่าเชื่อถือ ดูหลบๆซ่อนๆ มีพิรุธ หรือไม่ก็ตั้งราคาเสียแพงลิบลิ่ว ขนาดที่คิดเป็นเงินไทยแล้วหนาวๆร้อนๆเลยเชียว ซึ่งสถานการณ์นี้ก็ใช่จะเกิดกับผมคนเดียว เพราะคนที่มาหาซื้อตั๋วที่นี่ก็มีไม่น้อย... เป็นไงเป็นกัน ผมจะพยายามต่อไป แม้ว่าจะรู้สึกหวั่นๆ ว่าอาจต้องเสียเงินฟรีๆกับตั๋วปลอมก็ได้ ใครจะรู้

พี่(กัปตัน)มาด พี่แหลม และกัปตันอีกท่าน พร้อมกับสจ๊วตที่บินมาด้วยกันอีกคนตามมาราวหกโมงเย็น... พวกเราทั้งหมดเดินชมบรรยากาศโดยทั่วไป... ประมาณหนึ่งทุ่ม พี่แหลมซึ่งทนอาการป่วยไม่ไหว กัปตันอาวุโส และสจ๊วตที่มาด้วยขอตัวกลับไปโรงแรมก่อน ปล่อยให้พี่มาดและผมหาตั๋วกันต่อไป

เกมการแข่งขันจะเริ่มขึ้นในเวลา 21.45 น. ของที่นี่ หรือคิดเป็นเวลาไทยก็คือตีหนึ่งสี่สิบห้านาที ซึ่งเป็นเวลาปกติที่เหล่าคอบอลยุโรปในเมืองไทยคุ้นเคยดี... และนั่นก็หมายถึงว่าผมเหลือเวลาอีกไม่ถึงสามชั่วโมงที่จะต้องหาตั๋วให้ได้!

ใจที่ร้อนรนอยู่แล้วยิ่งร้อนเป็นทวีคูณ... เกมนัดนี้เป็นนัดที่ยิ่งใหญ่และน่าดูมากๆสำหรับแฟนบอลทั่วไป และสำหรับผมซึ่งเป็นแฟนเหนียวแน่นของลิเวอร์พูลยิ่งอยากดูเกมนี้มากกว่าใครๆ โดยเฉพาะเมื่อโอกาสมาถึงปลายจมูก...

จากการพบกันเมื่อสองปีก่อน เอซีมิลานนำในครึ่งแรกถึง 3 ประตูต่อ 0 ทำเอาแฟนหงส์เข้านอนน้ำตารินกันเป็นแถว... ส่วนผมที่ยังคงหวังอย่างที่ใครคงบอกว่าลมๆแล้งๆ ก็เฝ้าดูต่อจนจบเกม เพื่อจะพบว่าลิเวอร์พูลสามารถตีเสมอเป็น 3 ต่อ 3 ได้ในเวลา 90 นาทีของการแข่งขัน เกมจบด้วยการยิงลูกโทษที่จุดโทษเพื่อตัดสิน โดยลิเวอร์พูลคว้าชัยในที่สุด... เป็นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 ของสโมสร! คืนนั้นผมกระโดดตัวลอย!

คืนนี้บนเสื้อแข่งเบอร์ 8 ของทีมลิเวอร์พูลที่สวมอยู่บนตัวผมมีดาว 5 ดวง อันหมายถึงแชมป์ 5 สมัย... ผมหวังว่าคืนนี้ เหล่าพลพรรคหงส์แดงจะรวมใจกันคว้าแชมป์สมัยที่ 6 ให้กับสโมสรให้ได้... แต่ก่อนอื่นต้องหาตั๋วเข้าสนามให้ได้เสียก่อน!

ผ่านไปเกือบสองชั่วโมง สถานการณ์แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เราสองคนยังคงหาตั๋วต่อไป โดยไม่มีใครให้ราคาที่เราพอจะจ่ายได้ หรือที่ให้ราคาไม่แพงนักก็ทำท่ามีพิรุธ ไม่ยอมให้ดูตั๋วบ้าง ทำเป็นแสดงละครหลอกล่อให้เราซื้อบ้าง... ถึงตอนนี้เราสองคนมองหน้ากัน แววตาหวั่นปรากฏให้เห็นบนใบหน้าของทั้งคู่

จนถึงเวลาราวสามทุ่ม พี่มาดเดินผ่านแนวตำรวจที่กั้นให้เฉพาะคนมีตั๋วเท่านั้นเข้าไปได้... ขณะเดียวกันนั้นเองที่ผมกำลังคิดว่าจะเดินตามไปดีหรือไม่? เข้าไปแบบนี้จะเข้าไปในสนามได้หรือเปล่า? ก็มีชายหนุ่มอายุราว 30 ปี ใบหน้าบ่งบอกว่าเป็นคนท้องถิ่น เข้ามากระซิบถามผมว่าสนใจอยากได้ตั๋วเข้าไปชมเกมหรือเปล่า? เขามีตั๋วเหลืออยู่หนึ่งใบ

ผมมองหน้าเขาแล้วขอดูตั๋ว ซึ่งผมเองก็ไม่รู้จริงๆว่าจะเป็นตั๋วจริงหรือปลอม ผมคิดหวังเอาเองว่าคงจะเป็นของจริง... หน้าตั๋วเขียนราคาไว้ 100 ยูโร

เมื่อสอบถามราคาที่เขาจะขาย... มันเป็นราคาที่สูงเอาการ สูงอย่างที่ใครบางคนบอกว่า “เงินตั้งเยอะ เอาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” หรือ “ใครซื้อก็โง่แล้ว!”

หนุ่มกรีซย้ำถามว่าจะเอาหรือไม่ ถ้าไม่เอาเขาจะไปขายคนอื่นแล้ว เพราะเขาก็มีตั๋วของตัวเองและกำลังจะเข้าไปดูเกมซึ่งใกล้จะเริ่มแข่งเต็มทีแล้ว

ผมลังเล ตัดสินใจไม่ได้... แวบหนึ่งผมนึกถึงประโยค “Life is too short to drink bad wine.” จริงอยู่... สิ่งที่ผมกำลังตัดสินใจอาจไม่เกี่ยวกับไวน์... และสิ่งที่ผมจะทำก็ไม่ใช่การดื่มมันด้วย... แต่ความจริงที่ผมไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ ชีวิตนี้สั้นนัก... จะมีสักกี่ครั้งเชียวที่ผมจะได้ดูเกมที่ใฝ่ฝันเช่นนี้ ได้ทำตามใจตัวเองแบบนี้

 ผมตกลงใจซื้อตั๋วใบนั้น!

ชายคนขายบอกกับผมในนาทีถัดมาว่าเขาตัดสินใจขายตั๋วใบนั้นให้ผม เพราะผมไม่มีทีท่าพยายามขโมยตั๋วจากเขาเลย... วินาทีนั้นผมเชื่อว่าตั๋วใบนั้นเป็นของจริง!

ผมเดินเข้าประตูด้านนอกของสนามโดยผ่านแถวของตำรวจที่ยืนจังก้าอยู่ เมื่อยื่นตั๋วให้ดูก็ปล่อยให้ผมผ่านไปได้... ใจผมชื้นขึ้นพอดู

เมื่อเข้าไปก็พบกับพี่มาดที่ยืนคุยกับคนไทยอีกสองคน ซึ่งหนึ่งในนั้นบอกกับผมว่าเขาโดนหลอกให้ซื้อบัตรนักกีฬาอะไรสักอย่างในราคา 150 ยูโร และคนขายบอกกับเขาว่าจะสามารถเข้าสนามไปดูเกมได้... แต่เมื่อเขาเข้าไปจริงๆก็โดนไล่ออกมา เพราะยังมีแถวตรวจบัตรอีกหลายด่าน โดยเขาจะตรวจด้วยการส่องไฟ Black light นั่นเอง

พอได้ฟังดังนั้นผมก็หายใจไม่ทั่วท้อง ไม่รู้ว่าตั๋วที่ผมจ่ายเงินซื้อมานั้นจะเป็นของจริงหรือเป็นเพียงเศษกระดาษราคาแพง!

พี่ๆทั้งสามอวยพรให้ผมโชคดี โดยทั้งหมดจะไปดูบอลกันอีกที่หนึ่งซึ่งเขาจัดเป็นลานเบียร์ที่มีการถ่ายทอดเกมให้ดูกัน และบอกว่าถ้าผมเข้าไปไม่ได้ก็ให้ตามไปแล้วกัน... หวังว่าผมคงไม่ต้องตามไปล่ะนะ

ผมเดินช้าๆไปที่ด่านตรวจบัตรบริเวณทางเข้าซึ่งขณะนั้นมีคนเพียงบางตา เพราะคนที่มีตั๋วส่วนใหญ่เข้าไปในสนามก่อนแล้ว

ผมต่อแถวซึ่งมีเจ้าหน้าที่ยืนตระหง่านอยู่สองคน... เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วก่อนเข้าสนาม

ผมหลับตาด้วยความตื่นเต้น... ได้ยินเสียงดังโพละ! จึงลืมตาขึ้นมองตามเสียงนั้น

กระป๋องเบียร์กระแทกพื้นโดยแรง น้ำสีอำพันกระจายเป็นวงกว้างบนพื้นซีเมนต์

ชายหนุ่มเบื้องหน้าสบถด้วยถ้อยคำที่ผมไม่เข้าใจ คงมีเพียงสีหน้าที่บ่งบอกถึงความขุ่นเคืองและเจ็บปวดเกินบรรยาย

ได้ยินคำของเจ้าหน้าที่ร่างใหญ่ที่ยืนคุมประตูทางเข้าแว่วมาเบาๆ “ตั๋วของคุณเป็นตั๋วปลอ ม!”

ผมก้มมองแผ่นกระดาษราคาแพงระยับในมือ

ใจเต้นระรัว...

นี่มันของจริง หรือของปลอม?

ชายหนุ่มคนก่อนหน้าผมเดินจากไปแล้ว... ถึงคราวของผม... เจ้าหน้าที่กวักมือเรียก... ผมก้าวออกไปช้าๆ ยื่นตั๋วให้เจ้าหน้าที่... เจ้าหน้าที่คนเดียวกันกับที่เพิ่งบอกชายคนเมื่อสักครู่ว่าตั๋วเป็นของปลอม...

เจ้าหน้าที่ใช้ไฟฉาย Black light ส่องที่ตั๋วที่ผมยื่นให้...

ตัวอักษร Athens สะท้อนให้เห็นนับสิบคำ... เจ้าหน้าที่โบกมือเป็นสัญญาณให้ผมเข้าไปข้างในได้!

ผมรีบวิ่งเข้าไปในสนามด้วยกลัวเจ้าหน้าที่จะเปลี่ยนใจ... ส่งข้อความให้พี่มาด กับพี่เอรู้ว่าผมเข้ามาได้แล้ว ก่อนจะร้องเฮกับตัวเองดังๆครั้งหนึ่ง... แล้วนึกขึ้นได้ว่ายังดีใจมากไม่ได้... ต้องเก็บไว้ดีใจตอนลิเวอร์พูลคว้าแชมป์อีก

ทางเดินจากประตูทางเข้าถึงสนามแข่งค่อนข้างไกล ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งด้วยกลัวจะไม่ทันช่วงเปิดเกม และเพื่อคลายความตื่นเต้นลงไปด้วย... สังเกตว่าสนามแห่งนี้มีการออกแบบเป็นแนว Contemporary ใหญ่โต อลังการ แต่ก็ไม่ลืมที่จะแฝงความขรึมขลังไว้ด้วย โดยเฉพาะทางเดินที่มีเสาเหล็กทาสีขาวสะอาดตาไขวัไปมาอยู่ด้านบน ตัดกับท้องฟ้ามืดสงัดยามดึก แสดงให้เห็นความเคลื่อนไหวโดยสิ่งที่ยากจะขยับเขยี้อน ตัดกับพื้นซิเมนต์เรียบราบที่ลาดยาวตลอดเส้นทางบนทางเดิน ให้ความรู้สึกถึงเส้นทางที่ไม่หยุดนิ่งสู่ความเป็นหนึ่งจริงๆ

เมื่อมาถึงประตู A9 ผมขยับตัวเข้าไปช้าๆ ด้วยคนข้างหน้าออกันแน่นที่ทางเข้า... เสียงเพลง You’ll never walk alone ก้องกังวานมาจากอัฒจรรย์ฝั่งขวามือ ที่ถูกฉาบด้วยสีแดงแห่ง The Kop กองเชียร์ทีมลิเวอร์พูลทำเอาผมขนลุก... ผมเข้าไปที่ที่นั่งหมายเลข E15 ซึ่งแทบจะอยู่ในแนวเดียวกับเส้นแบ่งครึ่งสนาม และอยู่ไม่สูงจากสนามฟุตบอลมากนัก ทำให้เมื่อผู้เล่นมาอยู่ทางฝั่งที่ผมนั่ง ก็จะมองไม่เห็นเท้าและลูกฟุตบอล เพราะจะถูกป้ายโฆษณาบัง จริงอย่างที่หน้าตั๋วเขียนบอกนั่นแหละ ว่าเป็นที่นั่งแบบ Restricted View... แต่ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้ผมก็ดีใจมากแล้ว แม้จะไม่ได้ดูใน VIP box พร้อมกับซีดาน พลาตินี พี่น้องเลาดรูป หรือโรนัลโด้อย่างที่พี่เอเขาได้ไปก็ตาม

ผมเก็บกล้องดิจิตอลใส่กระเป๋า แล้วคว้าผ้าพันคอสีแดงสดของทีมรักออกมาพันคอ... ใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น มองไปรอบตัว พยายามซึมซับความรู้สึกในช่วงเวลานั้นไว้ให้มากที่สุด... หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดส่งข้อความถึงคนพิเศษที่เมืองไทยที่อยากให้อยู่ร่วมประสบการณ์... ไม่รู้ว่าจะหลับไปหรือยัง

ผู้เล่นทั้งสองทีมก้าวเข้ามาในสนาม พร้อมเสียงเชียร์กึกก้อง... อยากรู้จริง คืนนี้เทพีอาเธนาจะหันหน้าไปหาทีมไหนกัน?

เมื่อเสียงนกหวีดแรกดังขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็เหมือนจะสั่นไหวไปพร้อมกัน... เกมการแข่งขันเป็นไปอย่างเร้าใจ ทั้งสองทีมต่อสู้กันอย่างสูสี มีโอกาสได้-เสียประตูพอๆกัน... จนกระทั่งช่วงทดเวลาบาดเจ็บในครึ่งแรก เอซีมิลานก็ออกนำไปก่อนด้วยลูกยิงฟรีคิกของอันเดรีย ปีร์โล กองกลางทีมชาติอิตาลี... เสียงเฮสนั่นหวั่นไหวมาจากอัฒจรรย์ฝั่งซ้าย ควันจากพลุไฟพวยพุ่งตามแบบฉบับกองเชียร์อิตาเลียน ต่างจากฝั่งของแฟนลิเวอร์พูลที่เงียบกริบ... ส่วนตัวผมที่ลุกขึ้นยืนลุ้นก็เข่าทรุดลงไปกองเรียบร้อยแล้ว

แล้วครึ่งแรกก็จบลง... เอซีมิลานนำ 1 ต่อ 0 ช่วงพักครึ่งผมออกไปเข้าห้องน้ำ และยืดเส้นยืดสาย... เชื่อว่าครึ่งหลังเหตุการณ์จะต้องดีขึ้น... แย่กว่านี้ก็ยังเคยพลิกเกมกลับมาได้เลย

เกมครึ่งหลังยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก การครองบอลทำได้พอๆกันทั้งสองทีม... เสียงเชียร์จากแฟนของทั้งสองทีมยังผลักดันให้กำลังใจผู้เล่นไม่ลดละ... แต่ก็ยังทำอะไรกันไม่ได้...

ถึงช่วงท้ายเกม... ลิเวอร์พูลเปิดเกมบุกเต็มอัตรา หวังทวงประตูคืนให้ได้ ไม่ยอมตกเป็นเพียงรองแชมป์... แต่คืนนี้คงไม่ใช่คืนของเหล่าหงส์แดง... ผู้เล่นของเอซีมิลานหลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับผู้รักษาประตู โฆเซ เรน่า ของลิเวอร์พูล... แล้ว ฟิลิปโป อินซากี กองหน้าตัวเก๋าของมิลานก็จบสกอร์อย่างเยือกเย็น... เอซีมิลาน นำไปเป็น 2-0

เหล่ากองเชียร์ลิเวอร์พูลอึ้งเงียบ พอกันกับเหล่าผู้เล่นที่ลงไปทรุดกับพี้นสนาม... แต่ก็เพียงชั่วครู่ แล้วพวกเขาก็ลุกขึ้นพยายามทวงประตูคืนต่อไป ในเวลาอันน้อยนิด

ปีเตอร์ เคราช์ ศูนย์หน้าร่างโย่งของลิเวอร์พูลที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมาในช่วงท้ายเกมช่วยสร้างโอกาสให้ทีมได้มาก และสามารถทวงประตูแรกคืนมาได้ในเวลาอันรวดเร็ว เริ่มต้นจากลูกโหม่งของเขา บอลพุ่งไปชนคานประตู แล้วกระดอนเข้าทาง เดิร์ก เคาต์ ที่โขกบอลเข้าประตูไปเต็มๆ...

แต่เวลาก็มีไม่พอ... เอซีมิลานคว้าแชมป์เมื่อสิ้นเสียงนกหวีดยาวจากกรรมการ

เหล่าผู้เล่นและสตาฟของเอซีมิลานฉลองแชมป์กันด้วยความชื่นมื่น คนดูบางส่วนเดินออกนอกสนามแล้ว กองเชียร์ฝั่งมิลานจุดพลุไฟฉลองเป็นการใหญ่... เปาโล มัลดินี ยอดกองหลังกัปตันทีมขึ้นรับถ้วย Uefa Champions League อย่างสมศักดิ์ศรี... ทุกคนในสนามไม่เว้นแม้แต่ตัวผมลุกขึ้นปรบมือแสดงความยินดีให้กับผู้ชนะ... ราชันย์แห่งยุโรป

แต่เมื่อหันไปมองอัฒจรรย์ด้านขวามือ กลับพบว่ากองเชียร์ของลิเวอร์พูลยังคงอยู่ในสนามหนาแน่น... มีบ้างที่นั่งทรุดตัว ออกอาการเสียใจ แต่เกือบทั้งหมดยืนขึ้นปรบมือให้กับเหล่าผู้เล่นของทีมรัก นำโดยสตีเวน เจอร์ราด ที่วิ่งผ่านหน้าอัฒจรรย์เพื่อขอบคุณแฟนๆ... ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ลุกขึ้นชูผ้าพันคอ พลางประสานเสียงร้องเพลง You’ll never walk alone กับเหล่า The Kop ที่มาจากทั่วสารทิศ

เกมจบแล้ว... ผู้ชมทยอยเดินออกจากสนาม... ได้เวลาที่ผมต้องกลับโรงแรมที่พักแล้ว... ส่งข้อความหาพี่เอ เพื่อกลับพร้อมกัน... เธอปลอบใจที่ทีมรักของผมปราชัย...

แน่นอนว่าความพ่ายแพ้ไม่ใช่สิ่งที่ใครปรารถนา... ตำแหน่งรองแชมป์กับแชมป์ให้ความรู้สึกต่างกันราวฟ้ากับดิน... แต่น่าแปลกที่ความปราชัยครั้งนี้กลับทำให้ผมตื้นตันยิ่งกว่าครั้งไหนๆ... คงเพราะผมได้เห็นความรัก ความศรัทธาของเหล่า The Kop ที่มีต่อทีมไม่เสื่อมคลาย และความรู้สึกนี้จะอยู่กับผมไปตลอดกาล

ผมกลับโรงแรมที่พักด้วยความเหนื่อยล้า ทั้งที่เพิ่งได้ดูเกมสำคัญที่ทีมรักพ่ายแพ้ แต่เหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงสามวันนี้ กลับทำให้จิตใจพองโตอย่างน่าประหลาด... คนรอบตัวทั้งที่ใกล้ชิด หรือแม้เพียงผ่านเข้ามาเพียงชั่วคราวล้วนให้ประสบการณ์ที่น่าจดจำ

ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็จะไม่มีวันเดินเดียวดาย... You’ll never walk alone.